พลอยสีต่างๆ

The Nature of Sapphires 54

Sapphires Varieties พลอยแซฟไฟร์ธรรมชาติสีต่างๆ

ไพลินสีน้ำเงิน

(Blue Sapphire)

The Nature of Sapphires 17

The Titan's Eye-a 69.35 carats natural untreated oval blue sapphire ไพลินสีน้ำเงินจากธรรมชาติไม่ผ่านการเผา

คนส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงแซฟไฟร์ ส่วนใหญ่จะนึกถึง blue sapphires หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า ไพลินสีน้ำเงิน แหวนหมั้นในราชวงศ์ต่างๆส่วนใหญ่จะนิยมใช้ไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) เป็นส่วนประกอบแหวนเพราะจะเป็นอัญมณีที่หายาก (rare) และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น (unique) กว่าเพชรทั่วๆไป

ไพลินสีน้ำเงินมีหลายเฉดสี (various hue) จากเฉดสีน้ำเงินซีดๆ (pale baby blue) ไปจนถึงเฉดสีน้ำเงินเข้มสดใส (royal blue)

  • สำหรับพลอยสีดำเป็นคุณสมบัติเชิงพาณิชยืที่จะไม่จัดว่าเป็นไพลิน (blue sapphire)
  • การที่จะเรียกว่าแซฟไฟร์ชนิดนี้เป็ไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) ก็ต่อเมื่อสีที่สอง (secondary color) เช่นสีเขียว (green) หรือสีม่วง (purple) จะมีปะปนอยู่ได้ไม่เกิน 15%
  • แซฟไฟร์ทีมีสีที่สองเกินกว่ากำหนดจะเรียกสีที่สองนำหน้าเช่น greenish-blue, purplish-blue, violet เป็นต้น

กลุ่มแซฟไฟร์สีที่สอง secondary color ที่ปะปนเกินกำหนด 15% เหล่านี้ จะไม่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ ไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire)ที่มีสีน้ำเงินเพียงน้ำเงินสีเดียว (fancy color) ที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง (unique) นั่นหมายถึงราคาที่แตกต่างและโดดเด่นตามไปด้วย

 

แซฟไฟร์ทุกชนิดจะเกิดสีจากปริมาณธาตุที่เป็นมลทินที่ปนปื้อนอยู่ (trace amounts of mineral) ในผลึกคริสตัลของแซฟไฟร์ ไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) เป็นสีที่เกิดจากมลทินที่เกิดจากส่วนผสมของธาตุโครเมี่ยมและธาตุเหล็ก การมีปริมาณมากของธาตุมลทินมีผลทำให้สีเข้มขึ้นและอิ่มตัว อย่างไรก็ตามหากมีในปริมาณมากเกินไปก็ย่อมส่งผลให้สีแซฟไฟร์มีความขุ่นมัว (dull) หรือเข้มจนดำมืด (dark) ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและทำให้ขายได้ราคาที่ต่ำ

 

ไพลินสีน้ำเงินที่สะอาดเมื่อดูด้วยตาเปล่า (eye-clean) หรือปราศจากมลทินปนเปื้อน (free of inclusion) เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องที่ปกติ โดยเฉพาะที่ป็นขนาดใหญ่ๆ ไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) ที่มีมลทินปนเปื้อนอยู่บ้างเล็กน้อยก็ยังมีราคาที่สูงมาก ตราบใดที่สิ่งที่เป็นมลทินนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อความสะท้อนของแสงแวววาว (brilliance) และทำให้สีหมอง (obscure color) หรือทำให้อัญมณีลดความสวยงามลง

 

The Nature of Sapphires 18

Natural rutile silk inclusions in a natural untreated blue sapphire ลักษณะมลทินที่เป็นธรรมชาติมีลักษณะเส้นไหม

Silk Inclusion หรือมลทินที่มีรูปแบบเส้นไหมในไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในตลาด ตราบใดที่มลทินดังกล่าวไม่เกาะกลุ่มหนาทึบ (not so dense) จนเป็นเหตุให้สี (color) หรือการสะท้อนแสง (brilliance) ของไพลินสีน้ำเงินเปลี่ยนไป ในความเป็นจริง การปรากฎของ Silk Inclusion อาจเป็นประโยชนืต่อราคาของไพลินด้วยซ้ำ เพราะหากไพลินถูกนำไปเผาด้วยความร้อนสูงเพื่อปรับปรุง ‘สี’ และ ‘ความสะอาด’ จะมีผลไปทำลายมลทินที่มีลักษณะที่เป็นเส้นไหม (rutile silk) ดังนั้นการคงมีอยู่ของ Silk Inclusion เป็นสิ่งยืนยันว่า ไพลินเม็ดนี้ไม่ผ่านการเผามาก่อน การเผาด้วยอุณหภูมิสูงยังไปมีผลไปทำลาย (burst) หรือเปลี่ยนแปลง (deform) ต่อมลทินที่เป็นของแข็ง (solid) และมลทินที่เป็นของเหลว (liquid) ปรากฎการณ์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ใช้เป็นดัชนีชี้ถึงการที่พลอยแซฟไฟร์ได้ผ่านการเผาด้วยความร้อนสูง (heat treatment) มาหรือไม่?

 

ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีการจำหน่ายไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) ในเชิงพาณิชย์ การหาพลอยดิบสีน้ำเงินที่มีคุณภาพดียังเป็นสิ่งที่หาได้ยากและมีราคาสูง ดังนั้นการเจียรไนไพลินสีน้ำเงินจึงไม่ได้เจาะจงที่จะทำให้มีขนาดที่กำหนดหรือรูปทรงมารตฐานใดๆ แทนที่จะทำเช่นนั้น ไพลินดิบแต่ละเม็ดจะเจียรไนในรูปทรงและขนาดที่จะรักษาน้ำหนักเนื้อพลอยให้คงเหลืออยู่ให้มากที่สุดที่จะมากได้ (maximum yield) นั่นหมายถึงการที่จะให้ได้ไพลินหนึ่งคู่ในขนาดที่ใหญ่ที่คล้ายกันทุกประการจะยากมากๆ โดยเฉพาะที่มีขนาดตั้งแต่ 6 กะรัตก็จะเป็น อัญมณีระดับพรีเมี่ยมที่แพงเอามากๆทีเดียว

 

The Nature of Sapphires 19

an example of dichroic nature of a blue sapphire การเกิด dichroic คือการเกิดสีที่เปลี่ยนไปเมื่อมุมมองเปลี่ยน

ในการเจียรไน blue sapphire มีอิทธิพลทำให้เกิดประกายของสีแปลกตา เพราะ blue sapphire เป็นอัญมณีที่มีสองหน้า (dichroic stone) หมายความว่าสีของมันจะเปลี่ยนเมื่อจุดของมุมที่มองเปลี่ยนไป

  • มองในทิศทางหนึ่ง สีน้ำเงินส่วนใหญ่จะปรากฎออกมาเป็น violet-blue
  • แต่เมื่อมองจากอีกมุมมองหนึ่ง สีของมันจะออกมาเป็น slightly greenish blue เล็กน้อย

นักเจียรไนพลอยชั้นดีที่มีประสพการณ์ในการเจียรไนไพลิน จะจัดหน้าพลอยเพื่อให้เมื่อเจียรไนเป็นอัญมณ๊สำเร็จแล้ว มุมมองจากหน้าพลอยบนยอด crown จะสะท้อนสีออกมาเป็น violet-blue ซึ่งจะมีผลให้ได้ราคาที่ดีกว่า

The Nature of Sapphires 20

Untreated blue sapphire silk inclusion ลักษณะมลทินในแซฟไฟร์ธรรมชาติสีน้ำเงินที่ยังไม่ผ่านการเผา

การเผาพลอยด้วยความร้อนสูง (Heat Treatment) และการเคลือยสีพลอย (diffusion) สร้างสเน่ห์แรงดึงดูดความสวยงามชวนมองให้ blue sapphire สูงค่าขึ้นจากพลอย corundum ธรรมดาๆในธรรมชาติที่ดูแล้วมีค่าน้อยหรือไม่มีค่าเมื่อปราศจากการปรับปรุงคุณค่า (treatment) การเผาพลอยแซฟไฟรืได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในตลาดแซฟไฟร์ระดับนานาชาติทั่วโลก และเชื่อกันว่า

  • กว่า 90% ของไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) ในตลาดเป็นแซฟฟรืที่ผ่านการเผา (heat treatment) ด้วยความร้อนสูงมาทั้งสิ้น
  • ส่วนการการเคลือยสีพลอย (diffusion) ก็เป็นที่กล่าวขวัญล่ำลือในตลาดอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามจำนวนพลอยที่ผ่านการเคลือบพลอยไปขายในตลาดก็ยังมีการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าการเผาพลอยไปขายในท้องตลาดมาก

 

แหล่งที่ขุดพบ blue sapphire ในโลกมีหลายแห่ง เช่น Kashmir, Myanmar, Sri Lanka, Madagascar, Thailand, Australia, Tanzania และ ใน United States

 

บุษราคัม (Yellow Sapphire)

The Nature of Sapphires 21

A beautiful radiant cut yellow sapphire บุษราคัมหรือแซฟไฟร์สีเหลืองจากธรรมชาติ

บุษราคัม (yellow sapphire) เป็นแซฟไฟร์ที่ตลาดถามหามากต่อจากไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) บุษราคัมจำนวนไม่น้อยที่ดูคล้ายๆเพชรสีเหลือง สีของบุษราคัมมีตั้งเฉด เหลืองอมเขียว (greenish yellow) และเหลืองอมส้ม (orangish yellow)และไล่ระดับไปในปริมาณมากน้อยของสีที่เจือปนระหว่างสองสี สีเหลืองที่เป็นที่นิยมสีเหลืองที่มีในระดับปานกลาง (medium) สีเหลืองเจิดจ้าของนกขมิ้นที่เริงร่า (vibrant canary yellow) แต่ในทางตลาดโซนเอเซียกลับมีความนิยมสูงใน บุษราคัมสีเหลืองเข้ม (deep) บางครั้งดูเป็นสีเหลืองอมส้ม (สีสุราแม่โขง) และมีราคาในตลาดที่สูง ในกรณีที่มีสีเข้มทึบก็จะขายเป็นประเภทแซฟไฟร์สีน้ำตาล ไม่จัดว่าเป็นแซฟไฟร์สีเหลือง ในอดีตพลอยประเภทนี้ถูกจัดว่าเป็นพลอยราคาต่ำแม้ว่าในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมและราคาก็เป็นที่ต้องการมากก็ตาม

 

มีสองสิ่งที่เป็นเหตุให้บุษราคัมเกิดเป็นสีเหลืองที่แตกต่างกัน ทีเห็นอยู่เป็นปกติทั่วไปคือการมีมลทิน (trace element) ที่เป็นธาตุเหล็ก

  • ในทางทั่วไป การมีปริมาณมลทินธาตุเหล็กมากก็จะทำให้สีของบุษราคัมอิ่มตัวมากขึ้น (color saturate)
  • Yellow Sapphire ยังสามารถเกิดในธรรมชาติจากการที่แซฟไฟร์ดังกล่าวได้รับกัมมัตภาพรังสีจากธรรมชาติใต้ดิน หรือเกิดจากการฉายรังสี (irradiation)ในห้องแล็ป

แม้ว่าการเกิดสีเหลืองด้วยการรับกัมมันตภาพรังสีไม่ว่าจะโดยจากธรรมชาติหรือจากห้องแล็ปจะไม่เป็นอันตรายต่อผู้สวมใส่ แต่เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าสีเหลืองที่เกิดโดยการได้รับกัมมันตภาพรังสีจะซีดจางลงตามกาลเวลาเมื่อได้รับ “ความร้อน” หรือถูก “แสงแดด” นานๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงหลีกเลี่ยงที่จะซื้อบุษราคัมที่ผ่านการได้รับกัมมันตภาพรังสี วิธีทดสอบว่าบุษราคัมที่ผ่านการได้รับกัมมันตภาพรังสีมีหลายวิธี และวิธีหนึ่งที่แนะนำคือการนำพลอยเม็ดดังกล่าวไปฉายด้วยแสง UV (Ultra Violet)

 

นอกจากการฉายด้วยกัมมันตภาพรังสีแล้ว ยังพบบ่อยๆว่ามีการปรับปรุงสีของ yellow sapphire ด้วยการเคลือบ (diffusion treatment) ด้วยการเผาด้วยความร้อนสูง (heat treatment) เพื่อแปลงสภาพจากพลอยดิบที่ไร้ค่า (worthless) ให้กลายเป็นพลอยมีราคาในตลาด (marketable gems) ซึ่งมีเป็นปริมาณที่มากโขในการซื้อขายในตลาดปัจจุบัน บุษราคัม (yellow sapphire) ที่สวยงามโดยธรรมชาติและไม่ผ่านการปรับปรุงคุณค่าด้วยการเผา (unheated yellow sapphire) จึงกลายเป็นสิ่งที่หายากยิ่งในปัจจุบัน 

The Nature of Sapphires 22

Magnified inclusions in yellow sapphire ภาพขยายขนาดของมลทินในแซฟไฟร์สีเหลือง

พลอย Yellow sapphire ปกติที่พบในธรรมชาติจะมีมลทินในปริมาณที่น้อกว่าพลอยสีอื่นในตระกูล corundum เดียวกัน มันจึงถูกวางตัวให้มีมารตฐานความสะอาดที่สูงกว่าพลอยที่มีสีน้ำเงิน (blue) สีชมพู (pink) หรือ padparadscha sapphires มลทิน (trace elements) ที่เป็นธาตุไตตาเนียมเป็นเหตุให้เกิดสีที่ไม่พึงปารถนาคือออกสีเขียวๆในบุษราคัม (yellow sapphire) และบุษราคัมที่มีราคาสูงๆก็จะเป็นประเภทที่ไม่มีมลทินที่แป็นธาตุไตตาเนี่ยม (titanium free) ด้วยเหตุนี้ มลทินที่เป็นรูปเส้นใหมเล็กของธาตุไตตาเนียม (titanium-bearing rutile silk) จะไม่ค่อยพบว่ามีอยู่ในบุษราคัมชั้นดี (fine yellow sapphire) ซึ่งจะต่างกับแซฟไฟร์ชั้นดีของสีอื่นๆ มลทินที่อยู่ในหมู่กับ yellow sapphire ที่มีความสะอาดที่สูง (relative clarity) ก็ค่อนข้างที่จะไม่มีผลกระทบใดๆมากนัก เนื่องจากสีเหลืองที่อยู่ในระดับปานกลาง (medium tone) ที่แสดงเฉดสีออกมาได้ดีที่สุดและสามารถบดบังสารที่เป็นมลทินที่มีอยู่เล็กๆน้อยๆอยู่ภายในไปได้

The Nature of Sapphires 23

Group of yellow sapphires กลุ่มพลอยดิบแซฟไฟร์สีเหลืองธรรมชาติ

พลอยดิบของบุษราคัมโดยทั่วไปราคาจะถูกกว่าพลอยดิบของไพลินสีน้ำเงิน พลอยดิบสีชมพู หรือพลอย padparadscha sapphires ดังนั้นผู้เจียรไนพลอยมักจะคำนึงถึงการที่จะเจียรไนให้ได้พลอยที่มีรูปทรงให้เกิดการสะท้อนได้สุกใส (brilliance) มากกว่าที่จะกังวลว่าจะต้องรักษาเนื่อพลอยไว้ห้ได้มากที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงหาบุษราคัมที่มีการเจียรไนได้รูปทรงที่สวยงามพบได้ง่ายในตลาดอัญมณีมากกว่าพลอยสีอื่นๆ และเป็นที่นิยมที่จะเจียรไนพลอยบุษราคัมออกมาในรูปทรงที่เรียกว่า Radiant Cuts ซึ่งจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายทรงเจียรไน Princes เพียงแต่เพิ่มการเจียรไนหักที่มุมทั้งสี่ออก

 มีการขุดพบ yellow sapphire ที่ Tanzania, Madagascar, Thailand, และ Australia แม้แต่ใน Sri Lanka ก็เป็นแหล่งแรกที่มีการขุดพบ

พลอยสีชมพู (Pink Sapphire)

The Nature of Sapphires 24

A lovely pink cushion cut sapphire แซฟไฟร์สีชมพูธรรมชาติ

พลอยสีชมพู (Pink Sapphire) เริ่มได้รับความนิยมเมือ่มีการขุดพบแหล่งใหม่ใน Madagascar ในปี 1990 ก่อนช่วงเวลาดังกล่าวพลอยสีชมพู (Pink Sapphire) ถูกจัดว่าเป็นพลอยสีประเภทที่หายากมาก เนื่องจากมีเพียงไม่กี่แหล่งในโลกเท่านั้นที่มีพลอยชนิดนี้ เช่น ที่ Myanmar และ Sri Lanka เท่านั้น

พลอยสีชมพู (Pink Sapphire) ส่วนใหญ่จะมีมลทินที่เป็นรูปแบบที่พบเฉพาะในพลอย corundum ความสะอาดระดับมองด้วยตาเปล่า (eye-clean) และ เป็นอัญมณีธรรมชาติไม่ผ่านการเผา (untreated stones) สามารถหได้ในตลาด แต่ส่วนใหญ่จะมีมลทินปนอยู่และผ่านการเพิ่มคุณค่า (enhanced) ด้วยการเผา (heat treatment) เพราะเหตุที่พลอยสีชมพู (Pink Sapphire) หาได้ยาก พลอยน้ำหนักตั้งแต่ครึ่งกะรัตขึ้นไปจะไม่เจียรไนให้ได้รูปทรงที่ calibrated ไว้ แทนที่จะรักษารูปทรงให้ได้มารตฐานนักเจียรไนพลอยจะรักษาน้ำหนักของพลอยดิบไว้ให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้ การเจียรไนจึงมีรูปทรงที่ผสมผสานหลายแบบในเม็ดเดียวกัน รูปทรงที่เป็นที่นิยมเจียรไนมากได้แก่ทรงสี่เหลี่ยมแบบหมอน (Rectangular Cushion Cuts) และแบบรูปไข่ (Oval Cuts)

The Nature of Sapphires 25

A beautiful medium light pink oval sapphire แซฟไฟร์สีชมพูอ่อนจากธรรมชาติรูปไข่

สีของพลอยสีชมพู (Pink Sapphire) มีตั้งแต่เฉดสีซีดจาง (very pale baby pink) ไปจนถึง ชมพูสดใส (vivid) ชมพูจนเกือบจะเป็นสีบานเย็น (almost magenta), ชมพูเข้ม (intense pink) ปัจจุบันพลอยสีชมพู (Pink Sapphire) มีความต้องการมากที่สุดคือพลอยที่มเฉดสีออกมาเป็นชมพูเข้มอิ่มตัวอมม่วงออกแดง (highly saturated purplish red hue) ในโทนกลางๆ (medium tone) สีดังกล่าวได้รับการกล่าวขานในตลาดว่าเป็นสีที่กำลังชมพูที่กำลังฮ๊อตสุดๆ “hot pink” or “bubble gum pink”

  • สีชมพูในพลอย corundum เกิดจากมลทินในพลอยที่เป็นธาตุโครเมี่ยม
  • แต่ถ้ามลทินธาตุโครเมี่ยมมีมากเกินไปก็จะเกิดเป็นพลอย corundum สีแดงซึ่งก็จะเป็นทับทิม (ruby) นั่นเอง
  • แต่ถ้ามีมลทินโครเมี่ยมน้อยลงก็จะเกิดเป็นสีชมพูหรือก็คือพลอยสีชมพู pink sapphire นั่นเอง
  • ถ้ามลทินในพลอยสีชมพูมีมลทินที่เป็นธาตุไตตาเนี่ยมอยู่ร่วมด้วย ก็จะทำให้พลอยสีชมพูดังกล่าวมีเฉดม่วงปนอยู่ด้วย หรือที่เรียกว่า purplish pink sapphire นั่นเอง

 

พลอยแซฟไฟร์ส่วนใหญ่ที่มาจากแหล่งในประเทศ Madagascar จะเป็นพลอยที่ผ่านการเผาด้วยความร้อนระดับปานกลาง (moderate heat treatment) เพื่อลดเฉดสีม่วงที่ปนในมลทินของพลอยลง วิธีการเผา (heat treatment protocol) จะมีความแตกต่างจากวิธีดั้งเดิม (traditional) ที่ใช้กันอยู่แพร่หลายคือ

  • ใช้ไฟที่อุณหภูมิสูงที่ 1800 องศา เผาเป็นระยะเวลานานๆ 3-10 วัน ดังเช่นการเผาไพลินสีน้ำเงิน (blue sapphire) และการเผาบุษราคัมสีเหลือง (yellow sapphire) ในการเผาพลอยทั้งสองสีที่ว่าก็เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ สี (color) กับความสะอาด (clarity) โดยจะมีสารเร่งปฎิกิริยาทางเคมีใส่เข้าไปในขณะที่ทำการเผาด้วย
  • ส่วนการเผาพลอยสีชมพู (pink sapphire) ที่มาจากแหล่งในประเทศ Madagascar จะใช้ไฟที่อุณภูมิที่ต่ำกว่า ประมาณ 400 องศา และใช้เวลาเผาเพียง 2-3 ชั่วโมง การใช้ไฟในอุณหชภูมิที่ต่ำขนาดนี้ทำให้โครงสร้างภายในพลอยมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมากหรือแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย จึงทำให้นักอัญมณีศาสตร์มีความยากมากขึ้นที่จะตรวจสอบได้ว่าพลอยเม็ดดังกล่าวผ่านการปรุงแต่งใดๆหรือไม่?

เพื่อการปรับปรุงเรื่องสี (color) ของพลอยแซฟไฟร์จากแหล่งใน Madagascar สามารถที่จะเผาที่อุณภูมิต่ำ และใช้เวลาเผาเพียงไม่กี่นาฑี จึงไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างของมลทิน ดังนั้นจึง detect ได้ยากมาก หากใช้ไฟที่อุณห๓มิสูงจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายต่อมลทิน (inclusion) ในโครงสร้างผลึกของพลอย

 

The Nature of Sapphires 26

ฤ A beautiful round pink sapphire แซฟไฟร์สีชมพูธรรมชาติเจียรไนรูปกลม

แม้ว่าจะมีการปรับใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีสูงๆมาตรวจสอบ (detect) พลอยแซฟไฟร์ที่ผ่านการเผาด้วยอุณภูมิต่ำ เพื่อแกะรอยหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับธาตุที่เป็นมลทิน (trace element) แต่เครื่องมือดังกล่าวก็มีราคาที่สูงเกินกว่าห้องแล็ปทั่วๆไปจะซื้อหามาใช้ได้ มันยังเป็นงานด้านวิทยาศาสตร์ที่ใหม่ และมีหลายกรณีที่เป็นความยากลำบากอย่างมากที่จะตรวจสอบในกรณีที่เป็นพลอยสีชมพู (pink sapphire) จากแหล่งใน Madagascar ว่าได้ผ่านการเผา (heated) หรือไม่?

 

ผู้เขียน (the Natural Sapphire Company)เคยส่งพลอยสีชมพู (pink sapphire) จากแหล่งใน Madagascar เม็ดเดียวกันไปตรวจสอบ จากห้องแล็ปหลายแห่ง ว่าผ่านการเผามาแล้วหรือไม่? และเมื่อเราได้รับรายงานผลการตรวจสอบออกมาปรากฎว่า มีความขัดแย้งกันไม่ตรงกัน แห่งหนึงรายงานว่าผ่านการเผามาแล้ว (was heated) ในขณะที่อีกแห่งรายงานว่าไม่ (not heated) สถาบันอัญมณีศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมักจะทำในงานที่มีความโดดเด่น แต่ก็เพียงชอบที่จะตรวจสอบเพียงแหล่งกำเนิด ว่าพลอยสีชมพู (pink sapphire) ดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดจาก Madagascar หรือไม่? ส่วน งานพิสูจน์ว่าผ่านการเผาหรือไม?เป็นงานที่ยากลำบาก 

The Nature of Sapphires 27

Pink sapphire with conflicting reports แซฟไฟร์สีชมพูเฉดที่มีปัญหาเมื่อส่งไปห้องแล็ปสองแห่ง

ภาพลอยสีชมพู (pink sapphire) ที่แสดงข้างบนนี้เป็นพลอยสีชมพูที่ส่งตรวจห้องแล็ปสองแห่งแล้วได้รับผลรายงานผลการตรวจสอบที่ขัดแย้งกัน

  • ห้องแล็ป GUBELIN GEM LAB แจ้งว่าพลอยเม็ดนี้เป็น Natural Corundum ผ่านการเผา indication of thermal enhancement (TEI)
  • ในขณะที่ห้องแล็ป AGTA Gemological Testing Center สามารถตรวจสอบได้ว่าไม่ผ่านการเผา have not been enhanced by heat

 

The Nature of Sapphires 28

AGTA certificates stating the sapphire is unheated

The Nature of Sapphires 29

GUBERLIN certificate stating sapphire is heated

พลอยสีชมพู (pink sapphire) ส่วนใหญ่จะมาจากเพียงสามประเทศคือ Madagascar, Sri Lanka และ Myanmar

Padparadscha Sapphire

The Nature of Sapphires 30

Padparadscha sapphires have a lovely pinkish-orange salmon color แซฟไฟร์สีเลือดปลาแซลม่อน

พลอยแซฟไฟร์ในชื่อ Padparadscha sapphire เป็นที่รับรู้ของสาธารณะชนน้อยมาก แต่มันเป็นสมบัติอันมีค่าของผู้เชี่ยวชายอัญมณี คำว่า “Padparadscha” เป็นคำที่ได้มาภาษาสิงหล (Singhalese) ที่มีความหมายของคำที่ใช้เรียก ดอกบัวที่บานที่อยู่ในน้ำ (aquatic lotus blossom) ซึ่งมีสีคล้ายสีเลือดปลาแซลม่อนที่ไม่ปกติ หลายๆคนให้ความเห็นว่าเป็นสีที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสีชมพูและสีส้ม หลังจากมีการโต้แย้งกันมากว่าทศวรรษของทั้งผู้ที่เป็น ดีลเลอรื นักสะสม และผู้เชี่ยวชาญทางอัญมณีย์ ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะจัดการกับระดับสีให้เป็นมารตฐานของสีพลอย padparadscha ได้ สิ่งที่เป็นข้อโต้แย้งก็จะอยู่ที่จะเน้นไปที่ความเป็นสีชมพูหรือจะเน้นไปที่ความป็นสีส้มที่พลอยแซฟไฟร์ชนิดนี้จะควรเป็น บาง padparadscha sapphire กลับไม่มีโทนสีเป็นไปในแนวสีเลือดปลาแซลม่อนแต่กลับค่อนไปมีโทนสีไปทางสีชมพูและเหลือง

 

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกลับเน้นไปเจาะจงว่า true padparadscha sapphire (ของแท้) จะมีเพียงแหล่งกำเนิดใน Sri Lanka เท่านั้น ซึ่งเป็นเวลานับศัตวรรษมาแล้วที่มีพบได้เพียงที่ Sri Lanka เพียงแหล่งเดียวเท่านั้น และเรารู้สึกได้ว่า อัญมณีชั้นดี (fine stone) จะพบในศรีลังกาเท่านั้น  แต่ในปัจจุบัน

  • Madagascar กลับเป็นแหล่งผลิตแหล่งใหญ่ของอัญมณีที่เป็นเปอเซนต์หลักอยู่ในท้องตลาดในปัจจุบัน และอัญมณีจาก Madagascar จะออกโทนสีไปทางชมพูมากกว่าจะออกโทนสีส้ม
  • แม้ว่า padparadscha sapphire ที่มาจาก Madagascar จะถูกจัดให้เป็นกลุ่มที่ราคาต่ำกว่า padparadscha sapphire ทีมาจากแหล่ง Ceylon

อย่างไรก็ตามพลอยแซฟไฟร์ใหม่ๆจาก Madagascar ก็มีความสวยงามมากยิ่งขึ้นและ padparadscha sapphire ที่มาจาก Madagascar ก็เป็นที่ต้อนรับของผู้บริโภคในตลาดมากขึ้นโดยลำดับ

 

ความสะอาด (clarity) เป็นสิ่งที่มีควาสำคัญมากสำหรับ padparadscha sapphire สาเหตุเพราะมันเป็นพลอยที่มีโทนสีอ่อน (light color) ทำให้ง่ายในกานที่จะมองเห็นมลทิน (inclusion) หากมีมลทินที่มาจับเป็นกลุ่มเมฆเมื่อใดก็จะทำให้สีของ padparadscha หมองลงได้ทันที กระนั้นก็ตาม padparadscha ก็เป็นอัญมณีที่มีน้อยและหายาก ดังนั้นผู้บริโภคในบางครั้งก็ต้องยอมรับในการที่มีมลทิน (inclusion) อยู่ใน padparadscha บ้างเพื่อจะได้สีพลอยที่ตนเองพึงพอใจ (acceptable color) การที่ padparadscha มีน้อยและหายากทำให้การเจียรไนรูปทรงของมันจึงเลือกรูปทรงที่จะรักษาน้ำหนักของพลอยดิบให้คงอยู่ให้มากที่สุด นั้นหมายความว่า padparadscha ที่เจียรไนเสร็จแล้วจะมีรูปทรงที่ไม่เหมือนอัญมณีทั้วไป (unusual shape) และไม่มีรูปทรงที่สมมารต (asymmetry cuts) มากนัก

 

The Nature of Sapphires 31

A padparadscha sapphire with a more orange hue แซฟไฟร์ที่มีเฉดสีออกสีส้ม

การเป็นพลอยที่หายากทำให้มันจัดเป็นกลุ่มพลอยประเภทที่หายากและเป็นพลอยที่ผู้ซื้อมีความต้องการ ราคาจึงสูง ดังนั้นจึงมีกระบวนการปรับปรุงคุณภาพของมันเพื่อให้ได้สีที่ผู้ซื้อชื่นชอบดังพลอยชนิดอื่นๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1990’s ก็เกิดมีผู้สามารถเผา padparadscha sapphire โดยการเติม flux เข้าไปได้สำเร็จ ผู้คนที่มีความกระหายต้องการกลับเปลี่ยนมาเป็นความโกรธแค้นเมื่อพบว่าอัญมณีถูกการเติมแต่งสีด้วยกรรมวิธีการเผาแบบใหม่สุดกู่ (radical new treatment)

 

การเผาแบบใหม่สุดกู่ใช้ความร้อนที่สูงมากๆ (extreme temperature) ภายใต้การเติมสาร berylliumเข้าในบรรยากาศที่มีการเผาอย่างร้อนแรง

 

สีชมพูซีดๆของแซฟไฟร์สามารถหลุดออกมาเกิดเป็นสี pinklish orange อันละเอียดอ่อน หรือออกมาเป็นสี orangey pink ของ padparadscha sapphire ที่เป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมาก

 

ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อผลึกของแซฟไฟร์ถูกเผาจนถึงอุณหภูมิที่ใกล้จุดที่มันจะหลอมเหลว อะตอมเล็กๆของ beryllium จะแทรกตัวเข้าไปในแผ่นผลึก (crystal lattice) แล้วจับตัวเองยึดเกาะแน่นอยู่ในแผ่นผลึกดังกล่าว ซึ่งต่างจากธาตุไตตาเนียม ตัวธาต beryllium จะแทรกตัวลึกลงไปในเนื้อผลึกของแซฟไฟร์ มันจึงยากสุดแสนจะยากที่จะตรวจสอบได้

 

แม้นักอัญมณีศาสตร์จะได้ทำการประดิษฐ์เครื่องตรวจสอบและพัฒนากรรมวิธีการตรวจสอบขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการซึมผ่าน (diffusion) ของธาตุ beryllium แต่นั่นก็ช้าไป เพราะมี แซฟไฟร์ที่ pinlish orange ไปจนถึง orangey pink ผ่านการเผาแบบเติม beryllium diffusion ได้ขายไปโดยอ้างว่าเป็นแซฟไฟร์จากธรรมชาติไปจำนวนมหาศาลไปแล้ว

 

ใน inventory ของบริษัท the Natural Sapphire Company บางส่วนของ padparadscha sapphire จะใบ certificates ที่แสดงว่าผ่านการเผามา (heat-treated) สิ่งนี้จะต้องไม่ไปสับสนกับการเคลือบสีพลอย (diffusion treated sapphire) 

บริษัท the Natural Sapphire Company จัดจำหน่ายทั้ง padparadscha sapphire ทั้งชนิดที่ผ่านการเผา (heated) และที่ไม่ผ่านการเผา (untreated) เนื่องจาก padparadscha sapphire ที่มาจากธรรมชาติมีน้อยมาก

  • ราคาของ padparadscha sapphire ชนิด untreated จะสูงมากจึงมีผู้คนไม่กี่คนที่จะซื้อได้
  • แม้แต่ padparadscha sapphire ชนิด heated treat ก็เช่นกัน ราคาก็ยังแพงมากอยู่ดี ถ้ามันมีคุณภาพดี ดังนั้นบริษัทจึงเลือกที่จะขาย padparadscha sapphire ชนิด โดยไม่ใช้ beryllium

 

padparadscha sapphire จากประเทศ Madagascar ส่วนมากจะออกโทนสีชมพู ที่มีโทนสีส้มจะมีบ้างแต่ก็เป็นจำนวนที่น้อย เมื่อนำมาเผาที่อุณห๓มิต่ำๆ สีของมันอาจปรับปรุงดีขึ้น บริษัท the Natural Sapphire Company จึงเน้นที่จะแนะนำลูกค้าเลือก padparadscha sapphire จากประเทศ Madagascar ที่เผาที่อุณหภูมิต่ำมากกว่าที่จะแนะนำ padparadscha sapphire จากประเทศ Sri Lanka ที่มักจะเผาด้วยอุณหภูมิที่สูง

 

หมายเหตุ เกียวกับการตีความที่แตกต่างกันใน padparadscha sapphire

 

The Nature of Sapphires 32

This padparadscha sapphire was issued conflicting laboratory reports for color แซฟไฟร์ที่มีปัญหาเรื่องการตีความเฉดสีจากห้องแล็ป

ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่นำมาแสดง คำว่า padparadscha ถูกตีความที่ต่างกันของนักอัญมณีศาสตร์ที่แตกต่างกัน

 

สถาบัน AGTA laboratory ที่เป็นห้องแล็ปอัญมณีที่ได้รับความเชื่อถือ ให้ชื่อแซฟไฟร์ชนิดนี้ว่า padparadscha ในขณะที่อีกสถาบันหนึ่งคือ GIA ซึ่งเป็นสถาบันอัญมณีศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐ ตีความว่ามันมีลักษณะเดียวกับแซฟไฟร์สีชมพู (pink sapphire) มันยังไม่มีรูปแบบอย่างเป็นทางการของพลอยชนิด padparadscha sapphire และการประเมินตรวจสอบจึงต้องวางไว้ให้นักอัญมณีศาสตร์แต่เพียงผู้เดียว

 

The Nature of Sapphires 33

The AGTA laboratory listed this sapphire as a padparadscha

The Nature of Sapphires 34

The GIA laborarory listed the same sapphire as pink

มันก็ยังต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องบันทึกไว้ว่า

  • คนๆหนึ่งเชื่อว่าแซฟไฟร์เม็ดหนึ่งได้ผ่านการเผามาแล้ว ดังที่ได้เขียนอธิบายในบทความของแซฟไฟร์สีชมพู (pink sapphire)
  • การเผาพลอยเพื่อปรับปรุงสีด้วยอุณหภูมิที่ต่ำเป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบ (hard to detect)  ในขณะที่อีกห้องแล็ปไม่ได้ตรวจสอบว่ามีการเผาที่บ่งชี้ในเม็ดอัญมณีหรือไม่?
  • การเผาพลอยที่อุณหภูมิที่สูงจะต้องไม่ไปสับสนกับการเผาพลอยที่อุณห๓มิต่ำๆ เพราะเป็นปกติที่การเผาที่อุณหภูมิที่สูงจะมีการเติมสารเคมีเร่งปฎิกิริยาบางอย่างเข้าไปในเตาเผาด้วย
  • ร่องรอยการเผาด้วยอุณหภูมิที่สูงจะหลงเหลือให้สามารถตรวจสอบได้
  • แม้ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องมือเพื่อตรวจสอบหาร่องรอยการเผาพลอยที่อุณหภูมิต่ำจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่ใช่เชิงวิทยาศาสตร์ไปทั้งหมดเสียทีเดียว ผลการตรวจสอบยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในแง่ของความแม่นยำ

แหล่งหลักๆที่พบ padparadscha sapphire ได้แก่ Sri Lanka, Madagascar และ Tanzania

แซฟไฟร์มีเอกลักษณ์ และ หายาก

Unique Sapphires & Rare Colors

พลอยแซฟไฟร์สีเขียวมะนาว (lime green) พลอยแซฟไฟร์สีบานเย็น (magenta) พลอยแซฟไฟร์สีส้ม (orange) พลอยแซฟไฟร์สีน้ำตาล (brown) พลอยแซฟไฟร์สีเหล้าคอนยัค(cognac) พลอยแซฟไฟร์สีม่วง (violet) และพลอยแซฟไฟร์ที่มีเฉดสีปนกันระหว่างสองสี (in between) ของเหล่าสีที่กล่าวมา ล้วนถูกจัดว่าเป็นพลอยชนิดที่มีสีเป็นเอกลักษณ์ (unique sapphire color) หายากทั้งสิ้น สิ่งที่ผู้คนพูดขัดแย้งกัน อัญมณีที่มีเฉดสีประกายรุ้งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นและราคาแพงทั้งสิ้น มีความต้องการสูงจากนักสะสมที่ต้องการพลอยแซฟไฟร์ชนิดนี้เป็นสมบัติของตนเองทำให้ราคามันพุ่งทยานสูงขึ้น

 

Purple, Lavender and Violet Sapphire

 

The Nature of Sapphires 37

The varying shades of purple sapphire แซฟไฟร์สีม่วงธรรมชาติก็ยังมีความแตกต่างเฉดสี

ผู้คนมักสับสนในคำนิยามสี purple และ violet แต่จริงๆแล้วมันเป็นเฉดสีที่ต่างกัน

  • Purple (สีม่วง) เป็นการผสมรวมกันระหว่างสีแดงและสีน้ำเงิน
  • Violet  (สีน้ำเงินม่วง) เป็นการผสมรวมกันระหว่าง purple กับน้ำเงิน

สีทั้งสองนี้จะพิจารณายากไม่แจ่มชัดในอัญมณีชนิดอื่นที่มีเฉดสี Purple และเฉดสี Violet  อย่างไรก็ตามพลอย sapphire เป็นอัญมณีที่มีความสุกใส (brilliant)และคงทน (durable)สูงมากกว่าอัญมณีอื่นๆที่มีเฉดสีเดียวกันนี้ นักอัญมณีศาสตร์ที่มีประสพการณ์จะสามารถแยกแยะระหว่าพลอยแซฟไฟร์ต่างจาก amethyst โดยการดูความสามารถในการสะท้อนแสง (luster) ของพลอยสองชนิดได้อย่างไม่ยาเย็นนัก สีของ amethyst จะอ่อนใหว (ไม่คงทน) เมื่อเผชิญกับความร้อน (heat) และแสง (light)

พลอยแซฟไฟร์ที่มีเฉดสี Purple (สีม่วง) และพลอยแซฟไฟร์เฉดสี Violet (น้ำเงินม่วง) ส่วนใหญ่มักขยับเปลี่ยนเฉดสี (shift) ไปมาระหว่างกันเมื่อส่องดูภายใต้แสงที่มีสีต่างๆ

  • มันจะมีสี violet เมื่อดูในเวลากลางวัน (day light) หรือภายใต้แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ (fluorescent) และ
  • จะเปลี่ยนเป็นเฉดสี purple เมื่อส่องดูภายใต้แสงไฟสว่างจ้า (incandescent light)

การขยับเปลี่ยนสี(shift) ไปมานี้ จะมีความหมายแตกต่างจากคำว่าเปลี่ยนสี (color-change) พลอยแซฟไฟร์ชนิดนี้จะเป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะจ่ายในราคาพรีเมี่ยมให้กับอัญมณีที่มีสีสดใสอิ่มตัว (vivid saturate) และมีคุณสมบัติการย้ายเปลี่ยนสีเด่นสะดุดตา (conspicuous color-shift)

พลอยแซฟไฟร์ที่มีเฉดสี Purple และพลอยแซฟไฟร์เฉดสี Violet มักพจากประเทศ Sri Lanka, Kenya, Madagascar และ Myanmar

Green Sapphire

The Nature of Sapphires 38

A cushion cut natural green sapphire แซฟไฟร์สีเขียวจากธรรมชาติ

พลอยสีเขียวเป็นสีที่หายากสำหรับพลอยแซฟไฟร์ มีการจำหน่ายอย่างจำกัด แต่แซฟฟรืสีเขียวเป็นที่รู้จักน้อยมากในกลุ่มสาธารณะชน ความต้องการจึงจำกัดเฉพาะกลุ่มทำให้ราคาไม่พุ่งทะยานสูงนัก เหมือนดังเช่นพลอยสีชมพู (pink) และพลอยสีเหลือง (yellow)

สีในธรรมชาติของพลอยแซฟไฟรืชนิดนี้จะอยู่ระหว่าง เขียวอมเหลือง (yellow-green) เหลืองอ่อนอมเขียว (yellowish green) หรือที่เรียกว่าสีผลไม้โอรีฟ (olive) หรือเขียวใบไม้ (leaf green) ไปจนถึงเขียวอมน้ำเงิน (blue-green) ซึ่งจะดูเหมือนสีน้ำทะเล การเป็นพลอยแซฟไฟรืที่มีสีเขียวเข้มอิ่มตัว (color saturation) กลับมิได้เป็นสีที่ทำราคาได้สูง ในแง่การมีผลอิทธิพลต่อราคาของพลอยสีเขียวชนิดนี้จะมีลักษณะเดียวกันกับ peridot หรือ tourmaline มากกว่าจะเหมือนสีหยก มันก็เป็นคุณสมบัติของมันเอง พลอยแซฟไฟร์สีเขียวจะมีความสวยงามในแบบฉบับของตัวมันเอง มันจะแวววาวสดใส (brilliant) มากกว่าหยกมากทีดียว และจะมีความแข็งแกร่ง (harder) ทนทาน (more durable) มากกว่า peridot หรือ tourmaline มากๆเลยทีเดียว

Green Sapphire ไม่ใช่พลอยแซฟไฟร์แบบธรรมดาทั่วไป มันจึงมีราคาที่แพง สำหรับพลอยแซฟไฟร์สีเขียวชั้นดี (fine stones) ความสะอาด (clarity) ของมันจะต้องได้รับการคาดหมายว่าต้อง eye-clean ด้วยเหตุที่มันเป็นอัญม๊ที่มีสีอ่อนคือออกมาเป็นเฉดสี เขียวอมเหลือง (yellowish green sapphire) ทำให้หากมีมลทิน (inclusion) แม้เพียงเล็กน้อยจะสังเกตุเห็นได้โดยง่าย ดังนั้นเรื่องความสะอาด (clarity) ของแซฟไฟร์สีเขียวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด

Green Sapphire โดยทั่วไปจะพบที่ๆมีการขุดพบในแหล่งที่มีการขุดพบทั้งพลอยสีน้ำเงินและพลอยสีเหลืองไปด้วยกัน ซึ่งที่มีการขุดพบก็ได้แก่ Sri Lanka, Tanzania, Australia, Madagascar และ Montana (USA)

White Sapphire

The Nature of Sapphires 39

A primcess cut and round white sapphire แซฟไฟร์สีขาวธรรมชาติเจียรไนทรงเหลี่ยมพริ้นเชสและทรงรูปกลม

พลอยแซฟไฟร์สีขาว (white sapphire) ที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ “leucosapphire” ซึ่งจริงๆแล้วสีก็ไม่ได้ออกเป็นสีขาวซะทีเดียว แต่ดูจะโปร่งใส (transparent) และเข้าข่ายไม่มีสี (colorless) มันถือเป็นพลอย corundum ที่บริสุทธิ์ที่สุด (purest) และหายากที่สุด (rarest) เนื่องจากมันปราศจากธาตุอื่นเจือปน (trace element) หรือธาตุอื่นที่มีส่วนทำให้เกิดสีอยู่เลย แม้ว่าพลอยแซฟไฟร์สีขาว (white sapphire)จะมีน้อยและหายาก มันก็ไม่มีราคาที่แพงมากนักและก็ค่อนข้างมีความต้องการในปริมาณที่น้อยในตลาด ส่วนใหญ่จะใช้เป็นอัญมณีแทนการใช้เพชร

เนื่องจากการที่มันไม่มีสีและคุณสมบัติที่ว่านี้ไม่มีผลต่อราคา ความสะอาด (clarity) จึงกลายเป็นคุณสมบัติที่ชี้ขาดถึงสถานะของอัญมณีชนิดนี้ มลทินในพลอยแซฟไฟร์ไร้สีชนิดนี้กลับเป็นทำให้มันด้อยราคาลงมากกว่าพลอยสีอื่นในตระกูล corundum เดียวกัน

มีการขุดพบพลอยแซฟไฟร์สีขาว (white sapphire)ในทุกขนาด แต่ถ้าเป็นพลอยขนาดใหญ่ซึ่งมักจะพบได้น้อยแต่มันก็มักจะเป็นพลอยแซฟไฟร์สีขาวประเภทไร้สี (colorless) ตลอดทั้งเม็ด ดังนั้นส่วนใหญ่ในตลาดจึงนิยมซื้อพลอยแซฟไฟร์สีขาวขนาดเล็กมากกว่าขนาดใหญ่

พลอยแซฟไฟร์สีขาว (white sapphire) สามารถขุดพบได้ในทุกแหล่งที่ขุดพบพลอย corundum สีอื่นๆ แต่หากจะหาที่เป็นพลอยที่มีเกรดชั้นดีนั้นจะหายากมากทีเดียว

Color-Change Sapphire

The Nature of Sapphires 40

A unique color change oval sapphire แซฟไฟรืรูปใข่ที่มีเอกลักษณ์ในการเปลี่ยนสีโดยธรรมชาติ

พลอยแซฟไฟร์ส่วนใหญ่จะย้ายสีกันระหว่างสี purple (ม่วง) และสี violet (น้ำเงินม่วง) ภายใต้แสงที่มีสีที่แตกต่างกัน แต่มีพลอยแซฟไฟร์เพียงไม่กี่เม็ด ที่มีคุณสมบัติการย้าย (shift) เฉดสีที่เป็นข้อยกเว้นคือ

  • มันจะมีสี grayish หรือ greenish-blue เมื่อดูในเวลากลางวัน (day light) หรือภายใต้แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ (fluorescent) และ
  • จะเปลี่ยนเป็นเฉดสี brownish-red เมื่อส่องดูภายใต้แสงไฟสว่างจ้า (incandescent light)

การที่มีสีเปลี่ยนระหว่างสีที่เป็นสีหลัก (bold) หรือเฉดสีที่เข้ม (saturated hue) มันทำให้อัญมณีชนิดนี้มีราคาที่สูงและเป็นที่ต้องการของนักสะสมที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องอัญมณีอย่างมาก มูลค่าของมันจะมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่ที่การเปลี่ยนสีแบบสมบูรณ์คือการเปลี่ยนเป็นสีจาก bluish green กลายเป็น brownish red โดยไม่มีร่องรอย (trace) ของสี brown หรือร่องรอยของสี blue หรือ green ให้เห็นเลย

สำหรับพลอยแซฟไฟร์ชนิดเปลี่ยนสี (color-change sapphire) นี้ ความสะอาด (clarity) จะมีความสำคัญฯหรืออิทธิพลต่อมูลค่าของมันน้อยกว่าศักยภาพของการเปลี่ยนสีได้เป็นอย่างมาก การที่จะหาพลอยชนิดนี้ที่มีความสะอาดเกรด eye-clean เป็นเรื่องที่หายากยิ่งกว่ายากเสียอีก และนักสะสมส่วนใหญ่จะยอมรับถ้าพลอยเม็ดดังกล่าวจะมีมลทินเล็กๆน้อยๆในพลอยชนิดเปลี่ยนสีนี้

สำหรับพลอยแซฟไฟร์ชนิดเปลี่ยนสี(color-change sapphire) นี้ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเล็กเพราะพลอยดิบจะหาได้ยาก ดังนั้นจึงไม่นิยมเจียรไนในรูปแบบ calibrated sizes

พลอยแซฟไฟร์ชนิดเปลี่ยนสี(color-change sapphire) จะขุดพบได้เฉพาะใน Madagascar และ Africa และมีจำนวนน้อยมาก

Orange Sapphires

The Nature of Sapphires 41

An Oval orange sapphire แซฟไฟร์สีส้มธรรมชาติเจียรไนรูปไข่

พลอยแซฟไฟร์สีส้ม (orange sapphire) ครั้งหนึ่งถูกจัดเกรดไว้อย่างคลุมเครือและมีค่าต่ำกว่าที่ควรเป็น (undervalued-gems) แต่เมื่อสีส้มกลับมาเป็นสีที่นิยมในวงการแฟชั่น อัญมณีที่มีเฉดสีส้ม อาทิเช่น spessartite garnet, imperial topaz และ orange sapphire กลับมาเป็นที่นิยมและกลายเป็นอัญมณีที่มีราคาตามแฟชั่นนิยมไปด้วย

พลอยแซฟไฟร์สีส้ม (orange sapphire) มีตั้งแต่ที่เป็นสีอ่อนจาก pastel oranges ไปจนถึง vivid redish oranges เนื่องจากมันเป็นการผสมระหว่างเฉดสีเหลืองกับเฉดสีแดง การเกิดสีของแซฟไฟร์สีส้ม (orange sapphire) จึงเป็นการเกิดเนื่องจากการมีมลทินของธาตุโครเมี่ยม (chromium) ที่ทำให้เกิดสีแดง และผสมกับมลทินที่เป็นธาตุเหล็ก (iron) ที่ทำให้เกิดสีเหลือง หรืออาจเกิดจากการที่มันถูกกัมมันตภาพรังสีในธรรมชาติใต้พื้นพิภพ (natural radiation) ในกรณีนี้ พลอยแซฟไฟร์ที่เกิดจากการ๖องกัมมันตภาพรังสี สีของมันจะซีดจาง เมื่อถูกความร้อน หรือเมื่อถูแดดจ้าในเวลากลางวัน

พลอยแซฟไฟร์ที่มีสีที่เป็นที่นิยมในตลาดก็มักจะหาได้ยากในทุกขนาด (any size) ดังนั้นพลอยที่ได้ก็แม้จะมีมลทินปนน้อย (slightly) หรือปานกลาง (moderate)อยุ่แต่ก็ยังเป็นอัญมณีที่มีราคา การทำเหมืองพลอยแซฟไฟร์สีเหลืองในปริมาณมากๆไม่สามารถทำได้ ดังนั้นพลอยดิบจึงไม่นิยมที่จะจียรไนให้ได้ standard size หรือรูปทรงที่ได้สักส่วน (proportion)

พลอยแซฟไฟร์สีส้ม (orange sapphire) มีใน Australia, Sri Lanka, Tanzania, Kenya, และ Madagascar

Cognac and Brown sapphires

The Nature of Sapphires 42

A round natural cognac sapphire แซฟไฟร์สีคอนยัคจากธรรมชาติเจียรไนทรงรูปกลม

เมื่อเร็วๆนี้ แซฟไฟร์สีน้ำตาลหรือสีคอนยัคยังไม่นับว่าเป็นอัญมณีที่มีราคา จนกระทั่งนักออกแบบจิวเวลรี่ได้ค้นพบความสวยงามที่ความอ่อนโยนของพลอยแซฟไฟร์สีน้ำผึ้ง (honey brown), tera cotta, และ cognac ความอบอุ่นที่พื้นแผ่นดินได้กำนัลให้กับ เสื้อผ้าเครื่องประดับ (wardrobe) และโดยเฉพาะให้กับการเปิดเผยความเป็นสุภาพบุรุษ ทีในปัจจุบันหันมานิยมสวมใส่จิวเวลฃรี่มากเสียยิ่งกว่าการนิยมผูกเนคไทหรือกำไลมือ การนิยมแซฟไฟร์สีน้ำตาลเกิดขึ้นพร้อมๆกับความนิยมของเพชรแฟนซีที่มีสีที่เรียกว่าสีคอนยัค ‘cognac’ ในอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ ซึ่งเป็นการเปิดทางให้กับสิ่งที่มีราคาประหยัด (economic alternative)

ความสะอาด (clarity) กลายเป็นเรื่องที่สำคัญอย่ายิ่งยวดในพลอยแซฟไฟร์สีน้ำตาล (brown sapphire) ถ้าจะให้มีราคามันต้องมีความสะอาดในเกรด eye-clean หากมีมลทิน ณ.จุดหนึ่งจุดใด นั่นหมายถึงการ brown sapphire จะถูกตัดราคาลงอย่างไม่ปราณีปราศัย

brown sapphire หาได้ในทุกเหมืองพลอย corundum แต่มีเหมืองไม่กี่แห่งที่จะพบ brown sapphire ทีมีความสะอาดสูง สีน้ำตาลสดใส (vivid saturated) เป็นสีที่ถูกจัดว่าอยู่ในเกรดที่ยอมรับ (qualify gem) ให้นำมาเป็นเครื่องประดับ

พลอยแซฟไฟร์สีน้ำตาล(quality brown sapphire) ที่มีคุณภาพจะพบได้ทีเหมืองพลอยใน Sri Lanka, Kenya, Tanzania, Thailand และ Australia

Star Sapphires

The Nature of Sapphires 43

A natural black star sapphire แซฟไฟร์สาแหรกสีดำธรรมชาติรูปดาว

แซฟไฟร์สาแหรก (star sapphire) เกิดขึ้นได้กับพลอยแซฟไฟร์ทุกสีที่เป็นแซฟไฟร์ชนิดโปร่งแสง แม้แต่จะเป็นแซฟไฟร์สีเหลือง สีส้ม และแซฟไฟร์สีเขียวก็จะเกิดเป็นแซฟไฟร์สาแหรกได้เช่นกันแม้ว่าจะไม่มีบ่อยนัก ธรรมชาติของการสะท้อนแสงให้เกิดเป็นแฉกรูปดาวเรียกว่า asterism ซึ่งได้มาจากภาษาลาตินที่แปลว่า “ดาว” สิ่งที่เรียกว่า asterism นั้นมีสาเหตุมาจากมลทินเล็กๆรูปทรงคล้ายเข็ม (needle-like) ของสารอนินทรีย์ที่เราเรียว่า ‘rutile’ พลอยแซฟไฟร์สีดำทำให้เกิดเป็นแสงสท้อนรูปดาวและแสงสีดำในผลึกของสารอนินทรีย์ ‘hematite’ ที่ที่มีการสะท้อนแสง (shiny)

ความสะอาด (clarity) ใน star sapphire เป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน ในแง่ที่มันเป็นอุดมคติ star  sapphire ควรที่จะโปร่งแสงตลอดทั้งเม็ด แต่การที่มันมี rutile silk หรือที่เรียกว่ามีมลทินที่เป็นเช่นแพรไหมอยู่ในเนื้อแซฟไฟร์ เป็นเหตุให้เกิดการสะท้อนแสงรูปดาวนั้นหมายความว่าเราสามารถมั่นใจได้ว่ามันต้องมีมลทินอยู่ในเนื้อแซฟไฟร์ในปริมาณหนึ่งแน่นอน แซฟไฟร์สาแหรกเกรดดี (fine star sapphires) จะต้องมีมลทินจำนวนที่มากเพียงพอที่จะทำให้มันสุกใส (bright) และสท้อนแสงออกมาเป็นรูปดาวที่ชัดเจน (well defined-star) โดยมีจำเป็นจะต้องคำนึงถึงว่าเนื้อแซฟไฟร์นั้นจะต้องโปร่งใสหรือไม่ สำหรับแซฟไฟร์สาแหรกชั้นดีที่สุด เนื้อพลอยจะมีความโปร่งแสง (transparent) ไปจนถึงกึ่งโปร่งแสง (semi-transparent) ส่วนความเข้มของสีของมันจะลดลงเมื่อความขุ่น (opacity) ในเนื้อแซฟไฟร์เพิ่มขึ้น ดังนั้นแซฟไฟร์สาแหรกที่ทึบแสง (opaque sapphire) จึงมีการสะท้อนแสงที่ชัดเจน (bright) และสะท้อนแสงเป็นรูปดาวชัดเจน (well defined star) อาจเป็นไปได้ว่าสีของแซฟไฟร์เม็กดังกล่าวอาจขุ่นมัวและไม่มีเสน่ห์ดึงดูดนัก

The Nature of Sapphires 44

a gorgeous natural untreated blue star sapphire แซฟไฟร์สาแหรกสีน้ำเงินธรรมชาติสะท้อนรูปดาว

การเจียรไนแซฟไฟร์สาแหรกเป็นเรื่องที่ยาก ไม่เพียงแต่ต้องคำนึงถึงรูปทรงโดยรวมภายนอก แต่สิ่งสำคัญคือการที่จะทำให้หน้าพลอยสท้อนออกมาเป็นแสงห้าแฉกรูปดาวที่ชัดเจน ในแง่อุดมคติ ณุปดาวห้าแฉกควรจะอยู่ตรงกลางหน้าพลอยเมื่อมองจากด้านบนตั้งฉากกับหน้าพลอย และแต่ละแฉกต้องให้มุมที่ได้สัดส่วนกันกับรูปดาว แต่ละแฉกต้องมีขอบที่ชัดเจน (bright) และคมชัด (sharp) และจำแนกได้ชัด ต้องไม่พร่ามัว (blurry) หรือแสงเลอะเลือน (fuzzy) และมันจะต้องเริ่มจากยอด crown ของหลังเต่า cabochon แล้วทอดยาวไปสุดที่ขอบฐานของเม็ดพลอยโดยไม่สดุดหรือขาดตอน พึงทราบและขอให้ระมัดระวังว่า หากคุณได้พบพลอยเม็ดใดที่สะท้อบแสงเป็นรูปดาวที่ ‘perfect’ สมบูรณ์แบบ มีจำนวนมากที่เป็นแซฟไฟร์สาแหรกที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ (man-made star sapphire) มีขายอยู่ในตลาด และสิ่งนี้ก็จะเป็นหนึ่งในร่องรอยที่บอกให้เรารู้

The Nature of Sapphires 45

A blue-gray star sapphire ring

The Nature of Sapphires 46

A star ruby and diamond ring

The Nature of Sapphires 47

A pink star sapphire

The Nature of Sapphires 48

A strikeing blue star sapphire ring

ในขณะที่ star sapphire ส่วนใหญ่จะเป็นแซฟไฟร์ธรรมชาติคือไม่ผ่านการเผา (untreated) แต่มันอาจถูกนำไปเผาปรับปรุงคุณภาพสี (color) หรือการสังเคราะห์ปรุงแต่ง (artificial induce) ให้เกิดการสะท้อนแสงรูปดาวบนหน้าพลอย star sapphire สามารถนำไปเผาเพื่อให้สีของมันเข้มมากขึ้น แต่การเผาต้องใช้ไฟที่ต่ำและต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด เพื่อว่าความร้อนจะไม่ไปทำลายตัวมลทินที่เป็น rutile silk ภายในซึ่งเป็นตัวก่อกำนิดการสะท้อนแสงรูปดาว เพราะเหตุว่าพลอยดิบเริ่มมีการขยับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นแซฟไฟร์สตาร์ส่วนใหญ่จึงถูกเผาด้วยความร้อนที่สูงมากเพื่อขายในลักษณะพลอยที่มีความโปร่งใส จึงเป็นเหตุให้แซฟไฟร์สาแหรก (star sapphire) ที่มีคุณภาพดีๆหายากมากยิ่งขึ้น

Star sapphire จะพบมากใน Sri Lanka แต่ก็มีพบ fine blue star จาก Myanmar สำหรับ black star sapphire จะพบที่ Cambodia

Cabochon Sapphire

The Nature of Sapphires 49

A natural blue cabochon sapphire แซฟไฟร์หลังเต่าสีน้ำเงินสดใส

พลอยหลังเต่า (cabochon) เป็นการเจียรไนในรูปแบบที่ใช้เป็นเฉพาะกับการเจีรไนพลอย  การเจียรไนรูปทรงหลังเต่า (cabochon sapphire) ไม่ใช่สักแต่จะคิดว่าจะเจียรไนพลอยดิบเม็ดนี้ให้เป็นรูปทรงหลังเต่าก็ทำกันไปเลย มันไม่ใช่แต่เป็นรูปทรงที่เจียรไนและขัดมาแต่โบราณกาลเท่านั้น แต่มันเป็นรูปทรงที่มีเอกลักษณะเฉพาะที่นิยมทำกันมาก การเจียรไนรูปทรงหลังเต่าของพลอยแซฟไฟร์แสดงให้เห็นความแตกต่างที่สวยงามมากๆของผลึกพลอยแต่ละเม็ด การเจียไนพลอยหลังเต่าที่สวยงามและเกรดดีก็ต่อเมื่อมันเป็นพลอยสีที่มีความบริสุทธิ์ (color purist) พลอยแซฟไฟหร์ที่เจียรไนทรงหลังเต่าจะไม่มีหน้าเจียรไนที่สะท้อนแสงให้เห็นเช่นแซฟไฟร์ที่เจียรไนทรงอื่นๆที่เน้นหน้าเจียรไน (facets) มันเน้นให้ผู้ดูมีความสุขในการที่ได้เพ่งมองความงามบนสีของพลอย

พลอยหลังเต่า (cabochon sapphire) ทำได้หลายรูปทรง เช่นรูปไข่ (oval) รูปกลม (round) และทรงหมอนสี่เหลี่ยม (cushion shape) ที่เป็นที่นิยมและหาได้ยากคือทรง  “sugarloaf” เป็นรูปทรงที่มีความต้องการสูงและหายาก

มีพลอยหลังเต่า (cabochon) ในทุกสีของพลอยแซฟไฟร์ ที่เด่นที่สุดคือ blue sapphire หรือบางครั้งมีผู้เรียกว่า “cabs” มีพบเห็นแซฟไฟร์หลังเต่า ‘cabs’ ที่มีสีเหลือง และสีชมพูแต่ไม่ค่อยบ่อยนัก ที่หายากและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น cabs สีม่วง ‘purple’, violet หรือ padparadscha ก็ไม่คเคยพบว่ามีการเจียรไนในทรง cabochon เลย

The Nature of Sapphires 50

A natural untreated cabochon sugarloaf ruby แซฟไฟร์หลังเต่า sugarloaf สีแดงทับทิม

พลอยหลังเต่า (cabochon sapphire) ส่วนใหญ่จะผ่านการเผา (heat treated) เหมือนแซฟไฟร์ชนิดอื่นๆในปัจจุบันที่นิยมเผาเพื่อเพิ่มมูลค่า การหาแซฟไฟร์หลังเต่าเกรดดีที่ไม่ผ่านการเผา (fine untreated cabochon sapphire) จะหาได้เฉพาะที่ร้านค้าของเก่า (antique estate) หรือจาก the Natural Sapphire Company ทางบริษัทนี้มุ่งหาเฉพาะพลอยหลังเต่า (fine untreated cabochon sapphire) เกรดชั้นดีที่ไม่ผ่านการเผา มันจึงเป็นแซฟไฟร์ที่หายากมากๆ (exceptional rare) สาเหตุเพราะถ้าเป็นพลอยดิบเนื้อดีส่วนใหญ่ผู้ผลิตมักนิยมเจียรไนเป็น facets ชนิดรูปทรงอื่นที่จะรักษาน้ำหนักพลอยดิบไว้ได้สูงสุด

มันเป็นสิ่งที่สำคัญสีภายในอัญมณีสามารถส่องประกายไปในโซนที่ไม่มีสี โซนที่มีมลทินปนอยู่มาก (heavily zoned) ย่อมมีราคาที่ต่ำกว่าพลอยหลังเต่าที่โปร่งแสงกว่า (transparent cabs) การหาแซฟไฟร์หลังเต่า (cabochon sapphire) ทีมีขนาดใหญ่จะหายากมากและราคาก็สูงมากๆด้วย

The Nature of Sapphires 51

A sugarloaf ruby and diamond ring

The Nature of Sapphires 52

A yellow cabochon ring

The Nature of Sapphires 53

A ruby cabochon ruby ring

บทความนี้นำมาจากการเปิดเผยความรู้แก่ผู้บริโภคของบริษัท The Natural Sapphire Company USA ท่านที่ต้องการความรู้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปที่ www.thenaturalsapphirecompany.com

The Nature of Sapphires 1

The Natural Sapphire company